UFABETWINS แก๊งออฟไฟฟ์แห่งค่ำคืนนั้นที่โจเบิร์ก

UFABETWINS

UFABETWINS  วันก่อนนู้นในโพสต์ทำงานครบ 30 ปีของเจ๊หมวยของผม (3 ทศวรรษมาเฟียรี่!!) มีคอมเม้นต์หนึ่งทักเข้าไปถึงประสบการณ์ระทึกขวัญของเจ๊และทีมงานช่วงที่ไปตะลุยแอฟริกาใต้ด้วยกัน

เจ๊พิมพ์สั้นๆ ว่า คืนหนึ่งที่โจเบิร์ก.. พร้อมแท็กถึงผม

เหตุผลก็ง่ายๆ ครับ เพราะผมเป็นหนึ่งในห้าชีวิตแห่งแก๊งตื่นตระหนกทัวร์คืนนั้นด้วย แถมยังเป็นพลขับอีกต่างหาก

นึกถึงแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ ภาพจำยังชัดเจนแทบจะทุกวินาทีตั้งแต่การลนลานเลี้ยวลงจากไฮเวย์ (บ้านพักเราคงอยู่แถวๆ นี้แหละมั้ง) ไปจนถึงสวรรค์โปรดที่ส่งคุณลุงใจดีมาเจอเราที่ปั๊มน้ำมัน

แก๊งออฟไฟฟ์แห่งค่ำคืนนั้นที่โจเบิร์ก

ก็เป็นเหมือนอีกหลายเรื่องราวในชีวิตนั่นล่ะครับ ในเวลานั้นมันไม่สนุกหรอก​ แต่เมื่อผ่านมาได้แล้วเราก็จะคุยถึงมันด้วยความรู้สึกอีกอย่าง

รถเก๋งยี่ห้อเกียสีเหลืองคันเล็กกะทัดรัดบรรทุกนักข่าวตาดำๆ 5 ชีวิตฝ่าความมืดลงจากทางหลวงแห่งโจฮันเนสเบิร์กไปโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้

มืดแปดด้าน แผนที่ไม่มี กูเกิ้ลแม็ปไม่มี จีพีเอสไม่มี

ที่ไหนก็ไม่รู้จริงๆ..

———

พี่รัตน์เจ้าของบ้านพักย่านโฟร์เวย์ส (Fourways) ที่พวกเราเช่าอยู่ยาวตลอดทัวร์นาเม้นต์ถามย้ำแล้วย้ำอีกก่อนที่เราจะออกเดินทางไปสนาม ซอคเก้อร์ ซิตี้ ในช่วงสาย

“จะขับรถไปกันเองจริงๆ เหรอคะ จะดีเหรอคะ มันจะหลงนะคะ”

ที่แกถามก็เพราะมันควรจะมีคนขับไปส่งและไปรับเนื่องจากเราเพิ่งจะไปถึงโจฮันเนสเบิร์กได้แค่สองวัน ในวันแรกนั้นไปกัน 8 คน รถ 2 คัน มีคนท้องถิ่นขับให้ 2 คนก็พอดี แต่วันที่สองเราจะไปกัน 5 คน จึงเลือกขับไปเองคันเดียวเพื่อความสะดวก

“พอจำได้ครับพี่ เมื่อวานก็ไปมาแล้ว เดี๋ยวช่วยๆ กันจำ ไม่น่ามีปัญหา”

    ผมเห็นสายตาละห้อยของพี่รัตน์มองส่งตามหลังขณะขับเจ้าเกียคันจิ๋วออกจากบ้าน ปล่อยครัทช์ไม่สมดุลกับคันเร่งจนเครื่องสะดุดดับไป 2 ที

ไม่ได้ขับเกียร์กระปุกมานานก็อย่างนี้แหละ.. มันต้องจูนเท้ากันนิดหน่อย

ผมขับ พี่ชู้ตเอ๊าต์นั่งข้างคนขับ เจ๊มาเฟียรี่ อีกา และ D-Nine อยู่เบาะหลัง ส่วน เปริมี่ พี่สวัสดิ์กับพี่เจริญตากล้องไม่ได้ไปด้วย

ขาไปฉลุยชนิดแทบหลับตาขับได้ ป้ายบอกทางไป​ซอคเก้อร์ ซิตี้ สเตเดี้ยม มีให้เห็นถี่ยิบยิ่งกว่าป้ายบอกทางไปสนามบินสุวรรณภูมิเสียอีก

“ไรวะ เจอป้ายอีกละ” พี่ยุชู้ตเอ๊าต์บ่นหลังเรากำลังจะขับผ่านป้ายบอกทางไปสนามป้ายที่ 37

แก๊งออฟไฟฟ์แห่งค่ำคืนนั้นที่โจเบิร์ก

กำหนดการของเราตั้งใจจะเสร็จภารกิจให้ได้สัก 4 โมงเย็นจะได้ออกจากสนามตอนที่ฟ้ายังสว่าง เพราะในฤดูกาลที่ซีกโลกทางใต้เป็นหน้าหนาว แค่ห้าโมงครึ่งดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้า

เอาเข้าจริงกว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปสองทุ่ม เรื่องฟ้าสว่างเป็นอันไม่ต้องพูดกัน ก้าวออกจากศูนย์สื่อมวลชนก็เจอแต่ความมืด แสงสว่างมีเพียงจากหลอดไฟเท่านั้น

ไม่กี่อึดใจหลังทำรถสะดุดดับตอนออกตัวอีก 2 รอบ พวกเราก็เคลื่อนจากลานจอดรถมุ่งหน้าไปสู่ความมืดมิดเหนือสังเวียนแข้งความจุเก้าหมื่นสี่พันเจ็ดร้อยคน..

และในเที่ยวกลับนี้เองที่เราทั้งหมดได้รู้ถึงความแตกต่าง ขาไปมีป้ายบอกทางไป ซอคเก้อร์ ซิตี้ สเตเดี้ยม ถี่ยิบ ขับยังไงก็ไม่หลง แต่ขากลับมันไม่มีป้ายบอกทางไปบ้านพี่รัตน์ที่โฟร์เวย์ส (Fourways) นี่หว่า

มอนเต้คาสิโน สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของโจฮันเนสเบิร์กที่อยู่ย่านโฟร์เวย์สเหมือนกันเราก็ไม่เห็นป้ายเลย หรือกระทั่งแซนด์ตัน (Sandton) ย่านธุรกิจของเมืองที่อยู่ระหว่างทางก็ยังอยู่ห่างออกไป 20 กิโลเมตร ไม่เจอป้ายบอกทางเช่นกัน

ความเงียบเริ่มเข้ามาปกคลุมแทนที่เสียงหัวเราะหยอกเย้าในรถ

ผมเหยียบคันเร่งไปเรื่อยๆ ใจก็เริ่มเต้นแรง ไม่มีทางออกไฮเวย์ไหนที่คุ้นตาเลย ไม่เห็นคำว่า Sandton ไม่เห็นคำว่า Fourways ไม่เห็นคำว่า Montecasino

กระทั่งได้เห็นคำว่า Pretoria นั่นล่ะที่ทำให้ความสะพรึงมาเยือนพวกเรา

1 ใน 3 เมืองหลวงของประเทศแอฟริกาใต้เมืองนี้อยู่ห่างจากโจฮันเนสเบิร์กขึ้นไปทางเหนือ 70 กิโลเมตร (เมืองหลวงอีก 2 เมืองคือ เคปทาวน์ และ บลูมฟองเทน) อันที่จริงเราไม่ได้ไปผิดทางหรอกครับ แต่ด้วยความกังวลในตอนนั้นทำให้ความใจเย็นและรอบคอบหายไป

เห็นป้าย Pretoria ปุ๊บก็กลัวกันทันทีว่าเรากำลังจะพ้นเขตโจฮันเนสเบิร์กมุ่งตรงสู่พริทอเรียแล้วหรือ ทั้งที่ความจริงมันแค่บอกทิศทางกว้างๆ เหมือนเรากำลังจะไปอ่างทองสิงห์บุรีแต่ป้ายบอกทางบนถนนสายเอเชียระบุว่าทางนี้ไปนครสวรรค์อะไรทำนองนั้น

มันทำท่าจะไปกันใหญ่ เอายังไงดี แล้วทางออกจากไฮเวย์แต่ละจุดก็อยู่ห่างกันเป็นกิโลๆ หลุดทางออกนี้กว่าจะถึงทางออกถัดไปก็ไม่รู้ว่าขับเลยไปถึงไหนแล้ว

เราตัดสินใจเลี้ยวลงทางออกหนึ่ง บนป้ายเขียนว่าอะไรไม่รู้แหละ แต่ขอลงก่อนที่จะเตลิดไปไกลกว่านั้น

นั่นล่ะครับที่ความหฤหรรษ์แท้จริงกำลังเริ่มขึ้น

ทางออกจากไฮเวย์นั้นพาเราลงมาสู่ถนนสายเล็กๆ ในแสงสลัว มีตึกรามและอาคารที่ยืนนิ่ง

ไร้แสงไฟนีออนส่องสว่าง บาทวิถีร้างผู้คน บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในหนังซอมบี้

ด้วยลักษณะของอาคารและความหนาแน่นบอกเราว่ามันเป็นตัวเมืองนี่แหละครับไม่ใช่ชานเมืองแน่ แต่ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาแค่ 3 ทุ่มเศษกับพื้นที่ในตัวเมืองช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกทำไมบรรยากาศถึงได้วังเวงและอบอวลไปด้วยสัมผัสแห่งอันตรายขนาดนั้น

วิ่งไปตามถนนสายเล็ก พยายามมองหาป้ายบอกทางไป Sandton หรือ Fourways.. สิ่งที่ได้กลับมาคือไร้วี่แวว อย่าว่าแต่ป้ายบอกทางไป 2 ย่านนั้นเลย ป้ายบอกทางไปย่านไหนๆ ก็ไม่มีให้เห็นทั้งสิ้น

ได้แต่ขับไปตามยถากรรม เลี้ยวนั่นเลี้ยวนี่แล้วเราก็หลุดจากถนนสองเลนเข้าสู่ถนนสี่เลน

ถนนใหญ่ขึ้น.. แต่บรรยากาศไม่ได้ดีขึ้นเลย

ถนนสายตรงยาวยังไร้ร่องรอยของความสว่างไสว ไม่มีป้ายบอกทางใดๆ คราวนี้เราเริ่มเห็นคนบ้างแล้ว แต่ไม่ใช่ชาวบ้านที่ออกมาใช้ชีวิตรอบดึก นั่งกินอาหารหรือเข้าเซเว่น แต่เป็นการจับกลุ่มกัน 4-5 คนในบรรยากาศอึมครึมทุกแยกไฟแดง

ข่าวไม่ดีทั้งหลายเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่แอฟริกาใต้ซึ่งผ่านหูผ่านตามาตั้งแต่ก่อนเดินทางมาเหยียบแผ่นดิน 2 มหาสมุทรทำให้พวกเราใจเต้นระทึก ก็ขนาดนักข่าวจีนยังถูกบุกปล้นกลางล็อบบี้โรงแรมย่านแซนด์ตันกลางวันแสกๆ อะคิดดู

แค่ชีวิตปกติในแต่ละวันก็เสียวสันหลังพออยู่แล้ว มาเจอชีวิตที่ ‘ไม่ปกติ’ เอามากๆ อย่างนี้ไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยายความหวาดหวั่นในตอนนั้นเลยล่ะครับ

แล้วไอ้ถนนบ้านี่ก็ดันมีแยกไฟแดงถี่ยิบจนน่าโมโห บางทีผ่านแยกนี้ไปไม่ถึง 50 เมตรก็เจอแยกใหม่อีกแล้ว เดี๋ยวก็แยก เดี๋ยวก็แยก มันถี่จนเหมือนแกล้งอาคันตุกะผู้ไร้เดียงสาทั้งห้ายังไงยังงั้น

กระทั่งถึงสี่แยกหนึ่ง ไฟแดงขึ้นโชว์ให้รถหยุด ผมชะลอรถจอดตามหลักการเป็นผู้ขับขี่ที่ดี ใจก็นึกถึงคำแนะนำนักท่องเที่ยวที่เพิ่งอ่านผ่านตามาไม่นาน

เขาบอกง่ายๆ แค่ว่า ถ้าเห็นท่าไม่ดีจงเหยียบฝ่าไฟแดงไปเลย ยอมเสียค่าปรับทีหลังดีกว่าเอาชีวิตไปแขวนไว้บนความเสี่ยง

นี่คือคำแนะนำของเมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลกนะเนี่ย

รถจอดนิ่งสนิท เหลียวมองซ้ายขวาหน้าหลังไม่เจอรถคันอื่นใดสักคัน บนถนนสายยาวนั้นมีรถกระป๋องสีเหลืองของเราคันเดียว

แล้วพวกเราก็เห็น..

แก๊งออฟไฟฟ์แห่งค่ำคืนนั้นที่โจเบิร์ก

เจ้าถิ่นประจำแยกในชุดมอซอ 5-6 คนหันมามองแล้วก็สะกิดกันก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดิน.. ทิศทางของพวกเขาคือรถเราเลยล่ะ

สายตาทั้ง 5 คู่ของเราที่หันไปนั้นมองเห็นภาพเดียวกัน จะต่างกันก็คงดนตรีประกอบในหัวของแต่ละคนซึ่งรับรองว่าไม่ใช่เพลงประเภทจิงเกิลเบลล์ส วีวิชยูอะเมอร์รี่คริสต์มาส หรือ รื่นเริงเถลิงศก แน่

สำหรับผม เพลงธรณีกรรแสง แว่วมาแต่ไกล (ฮา)

“ไปเลยพี่ ไป!”

เสียงละล่ำละลักของอีกากับ D-Nine ดึงสติผมกลับมา ผมยังพะวักพะวนไม่ออกรถ ไม่ใช่ไม่อยากทำผิดกฎจราจร แต่ผมกลัวทำรถกระตุกดับ!

ก็รถมันเกียร์กระปุก ขอกูตั้งหลักอีกสักแป๊บได้มั้ย

เหยียบครัทช์ไว้ ค่อยๆ ปล่อยครัทช์แล้วเหยียบคันเร่งไม่ต้องแรง ตีนซ้ายค่อยๆ ถอน ตีนขวาค่อยๆ เหยียบ..

ไม่ยาก.. แต่วันนี้กรูทำดับไป 4 รอบแล้วนะ

“ไปเลยพี่ มันเดินมาแล้ว มาแล้ววววว” เสียงไอ้อ้นกับไอ้จิ๋วยังเร่งเร้า ตอนนั้นผมเริ่มหน้ามืดมองเห็นไฟแดงเป็นภาพซ้อนๆ กัน 3 ชั้นแล้ว

หันไปมองพี่ยุที่อยู่ข้างๆ แกนั่งนิ่งไม่พูดกับใคร ยกมือซ้ายขึ้นจับด้ามจับเหนือประตู สายตามองตรงไปข้างหน้า ดูสงบเยือกเย็น ผมคิดว่าแกน่าจะกำลังสวดมนต์อยู่หรือไม่ก็เป็นลมไปแล้ว (ฮา)

ผมไม่เคยรู้สึกกดดันกับการปล่อยครัทช์/เหยียบคันเร่งขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนั้นคิดได้แค่คำเดียวครับ

‘ชิบหายแล้ว ชิบหายแล้ว ชิบหายแล้ว ชิบหายแล้วๆๆ’

ปล่อยครัทช์เร็วรถก็ดับ ปล่อยครัทช์ช้ารถก็จะหวือๆ อยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน ดีไม่ดีก็กระตุกดับคาตีนอีก

สถานการณ์แบบนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเพื่อนร่วมทางที่ฝากชะตากรรมไว้กับการปล่อยครัทช์ของเราอีก 4 ชีวิต ขณะที่แก๊งเจ้าถิ่นก็เดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้ผมอยากจะวิ่งออกไปนอกรถแล้วตะโกนดังๆ ว่า

“ขอเกียร์ออโต้ให้กรูด้ายม้ายยย”

รถดับเมื่อไหร่ก็บรรลัย ตอนนั้นกลัวกันในระดับนั้นจริงๆ

แก๊งออฟไฟฟ์แห่งค่ำคืนนั้นที่โจเบิร์ก

แต่หรือว่าพวกเขาเจ้าถิ่นแค่จะเดินข้ามถนน หรือเข้ามาหยิบยื่นความช่วยเหลือบอกทางให้ หรือแค่จะเดินมาร้องเพลงวาก้าวาก้าให้ฟัง เป็นการทักทายผู้มาเยือนด้วยไมตรีจิตและมิตรภาพแห่งชาวโจฮันเนสเบิร์ก?

โอย.. กระทั่งคนที่มองโลกในแง่ดีที่สุดอย่างผมก็ยังไม่กล้าคิดอย่างนั้น

“ไป พี่กุ่ย ไป ไป๊ ไป๊ ไปโว้ยยยย!!” เสียงโหวกเหวกของไอ้อ้นกับไอ้จิ๋วยังดังมาจากข้างหลัง

เดี๋ยวสิวะ.. กูยังท่องเรื่องเหยียบครัทช์ไม่เสร็จเลย ค่อยๆ ปล่อยนะ แล้วก็ค่อยๆ เหยียบ (ฮา)

แล้วทันใดก็มีเสียงอันทรงพลังทะลวงขึ้นมา เสียงตะคอกนั้นดังมาจากข้างหลังเช่นกัน

“ไป! ไอ้กุ่ย ไป๊! มึงจะรอไฟเขียวทำเตี่ยมึงเหรอ!!”

HA HA เจ๊ผมออกโรงจนได้ และมันก็ได้ผลทันที ผมกระแทกคันเร่งประสานกับปล่อยครัทช์ได้อย่างราบรื่น รถพุ่งฉิวทะยานฝ่าไฟแดงไปโดยปราศจากอันตรายจากรถอีกฝั่งเพราะถึงตอนนั้นก็ยังไม่มีผ่านมาสักคัน

สุดท้ายแล้วในความมืดมน จะโทรแจ้งพี่รัตน์เจ้าของบ้านเช่าของเราก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้วแกจะทำอะไรได้ เราก็ขับไปเจอปั๊มน้ำมันพอดี

ผมขับเข้าไปจอด ลงจากรถไปถามทางเด็กปั๊มแต่ก็คุยกันไม่รู้เรื่องอีก แต่แล้วทันใดนั้นก็มีรถคันหนึ่งขับเข้ามาเติมน้ำมัน คนขับเป็นลุงท้วมๆ หน้าตาใจดี มีคุณป้านั่งมาด้วย

ผมพุ่งเข้าไปถามแกเหมือนกลัวว่ารถแกจะหาบวับไปต่อหน้าต่อตา แล้วก็ได้รับคำตอบที่วิเศษเหมือนเสียงจากสวรรค์

“มอนเต้คาสิโนเหรอ โฟร์เวย์สใช่มั้ย ลุงกำลังจะไปที่นั่นพอดีเลย ขับตามลุงมาก็แล้วกันนะ นี่พวกเธอโชคดีมากเลยรู้มั้ยที่เจอลุง โชคดีมากๆ เลยล่ะ”

ผมไม่ทันได้คิดถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของคุณลุง มันคงอันตรายจริงๆ อย่างที่เรากลัวกันนั่นแหละแกถึงได้พูดอย่างนั้น

ลองคิดดูว่าถ้าเราคลาดกับลุงสักนาทีเดียวมันจะเป็นอย่างไร รถกระป๋องของเราคงจะวิ่งตุปัดตุเป๋ออกจากปั๊มน้ำมันไปเผชิญชะตากรรมโดยไร้จุดหมายปลายทาง

    ผมยังจำความรู้สึกตอนที่ขับตามรถคุณลุงบนทางด่วนไปจนกระทั่งเห็นป้ายบอกทางออก Fourways ได้ไม่ลืม มันโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอกเพราะมันหมายความว่าเรากลับถึงบ้านได้แน่นอนแล้ว

ผมวิ่งลงไปกอดขอบคุณคุณลุงตอนแยกกันที่มอนเต้คาสิโน ดูท่าทางแกรีบเหมือนอยากไปตีบาคาร่าเต็มแก่ ก็ได้แต่หวังว่าผลบุญจากความอาทรจะทำให้คุณลุงอาละวาดถล่มโต๊ะบาคาร่าของมอนเต้คาสิโนในคืนนั้นได้ราบเป็นหน้ากลอง

แก๊งออฟไฟฟ์แห่งค่ำคืนนั้นที่โจเบิร์ก

วันรุ่งขึ้นพวกเราทุกคนต่างเขียนถึงประสบการณ์ขวัญผวาในคืนนั้นกันหมด นับเป็นการเริ่มต้นทัวร์นาเม้นต์ที่สมบูรณ์แบบมาก

พูดแล้วก็คิดถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นนะครับ จำได้ว่าช่วงกลางๆ ทัวร์นาเม้นต์ที่เราคล่องทางแล้ววันหนึ่งไปกัน 5 คนเหมือนเดิมเลยคุยกันในรถว่าลองโฉบไปรำลึกความหลังย่านนั้นอีกครั้งกันดีกว่า (แน่นอนว่าไปตอนกลางวัน) แต่ก็ได้แค่คุ้นๆ ว่าใช่แยกนี้มั้ยหว่า ใช่ปั๊มนี้มั้ยวะ

ผมคิดว่าเราทั้งห้ามีความผูกพันที่มองไม่เห็นเกิดขึ้นจากการได้อยู่ร่วมเหตุการณ์เดียวกันคืนนั้น เป็นความทรงจำที่ไม่ลืมตลอดไป (D-Nine หรือเจ้าจิ๋ว รักการท่องเที่ยวและถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ ออกไปทำเพจ ‘นายสองสามก้าว / A Life, A Traveller’ ที่เวลานี้มียอดไลก์จะแตะเก้าหมื่นอยู่แล้ว)

แต่เรื่องคลาสสิกที่สุดสำหรับผมยังไม่จบครับ มันเกิดขึ้นในวันต่อมา..

หลังปั่นต้นฉบับส่งหนังสือพิมพ์ 3 เล่มเสร็จเรียบร้อย ผมกับไอ้เจ้าอ้นอีกาก็จิบกาแฟคุยกันถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญของพวกเรา ถึงตอนหนึ่งมันก็พูดขึ้นว่า

“ทำไมพี่ไม่ให้ผมขับ ผมขับเกียร์กระปุกมาตลอดชีวิต ขับโคตรคล่องเลยล่ะ…”

….

‘เกียร์กระปุกมาตลอดชีวิต ขับโคตรคล่องเลยล่ะ.. เกียร์กระปุกมาตลอดชีวิต ขับโคตรคล่องเลยล่ะ.. เกียร์กระปุกมาตลอดชีวิต..’

วินาทีนั้น ผมรู้สึกอยากกระโดดถีบหน้าคน ในหัวมีแต่เสียงของมันว่า “..เกียร์กระปุกมาตลอดชีวิต ขับโคตรคล่องเลยล่ะ” แว่วซ้ำไปซ้ำมาเหมือนเอ๊คโค่

  ไอ้อ้น! ไอ้ห่าอ้น! แล้วไมเมริงไม่บอกแต่แรกกก ทำไมเมริงไม่บ๊อกกกกกกกกกกกก

 

 

 

คลิกเลย >>>  UFABETWINS

คลิกเลย >>> https://www.qusheng888888.com/